เป็นจดหมายจากท่านผู้อ่าน
เขียนถึงคุณลุงพนมเทียน ในสมัยที่เพชรพระอุมาตีพิมพ์เป็นตอนๆ
ในนิตยสารรายสิบวัน ชื่อ จักรวาลปืน คอลัมม์ พนมเทียนตอบข้อข้องใจ
กราบคุณอาพนมเทียนที่รักยิ่ง
หนูขอประทานโทษนะคะ ที่รบกวนเวลาของคุณอา แต่เพราะความรักในผลงานและเคารพคุณอายิ่ง
จึงกล้าเขียนมา หวังว่าคุณคงตอบข้อข้องใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้บ้างนะคะในจักรวาลปืน
หนูหวังในน้ำใจของคุณอาอย่างยิ่งค่ะ
1) หนูติดตามเพชรพระอุมามานาน อ่านอย่างละเอียดมาตลอดและที่คุณอา
วางยา เด็กชายไพรวัลย์ไว้นั้นก็แล้วแต่คุณอาเถอะค่ะ แต่มาเรียนั้นท้องปีกว่าแต่
ๆ เลย คุณอาทวนดูนะคะ เพราะไพรวัลย์เพิ่งเกิดเมื่อวันเกิดของดารินนี่เอง
และก็ก่อนการติดตามค้นหาแค่ 2 วัน ซึ่งหนานอินก็พูดแล้วว่า
พวกเจ้านายของแกทิ้งการเดินป่ามาตั้งปีกว่าแล้ว มาเรียนั้นเริ่มท้องตั้งแต่เริ่มปีนเทือกเขาพระศิวะแล้วพักในมรกตนครก็ตั้งนาน
กลับมายังไปเที่ยวรอบโลกอีก
2) คุณอาเคยเป็นคนผิดหวังในความรักมาก่อนหรือเปล่าคะ
คุณอาพรรณนาความเจ็บปวดของการจากได้สะเทือนใจคนอกหักได้เยี่ยมจริง
ๆ แล้วทำไมต้องให้ดารินฝากรพินทร์ไว้กับแม่คริสติน่าละคะ จะให้คริสรักซ้อนอีกคนก็เขียนไปเถอะ
อย่างงี้เสียน้ำใจคนเชียร์ดารินหมดเลย
3) จากนวนิยายหลายเรื่องของคุณอาที่เคยอ่าน
คุณอาไม่เคยทิ้งบุคคลสำคัญของเรื่องไปเลย จึงทำให้คิดว่าจุดจบของเรื่องนี้
คุณอาคงลากผ่านเส้นทางเดิมถึงมรกตนคร เพื่อพบกับแงชายและเมยานีใช่มั้ยคะ
4) ข้อสุดท้ายค่ะ หนูเคยไปไหว้พระพุทธรูปใหญ่ที่เชิงเขาวัดซับบอน
ปี 25 นี่เอง หนูประหลาดใจอย่างยิ่งและแปลกใจมานานแล้ว หมอนหน้าม้า
สามเหลี่ยมในห้องวิปัสสนานั้น รู้สึกจะปักว่าอุทิศแด่หรือถวายแด่นี่แหละแต่ที่แน่
ๆ คือ รพินทร์ ไพรวัลย์ แห่งเพชรพระอุมา หนูข้องใจมาก แต่ไม่กล้ารบกวนถามพระท่าน
ก็เลยถามคุณอาแทนรพินทร์ ไพรวัลย์ เป้นสุภาพบุรุษไพรที่มีชีวิตจริงเหรอคะเพราะนามสกุลไพรวัลย์นี่รู้สึกจะเป็นนามสกุลจริงของนักร้องชาย
(ยอดรัก สลักใจด้วย)
หวังว่าในคำตอบของคุณอย่างยิ่งค่ะ
ตอบในจักรวาลปืนนะคะ และภาค 3 นี่พิมพ์ปกแข็งหรือยังคะ ถ้าคุณอาไม่ตอบหนูคงเสียใจมากค่ะ
กราบขอบพระคุณมากค่ะ
รักเคารพยิ่ง
ตอบ
เมื่อมีเจตนาอย่างแรง
ที่จะให้อาตอบ ก็ยินดีตอบหรือ คุย ด้วยเพราะอย่างน้อยหนูก็เป็นแฟนนักอ่านแม้อาจะไม่มีเลขาฯ
สำหรับทำหน้าที่ตอบจดหมาย และงานล้นมือก็ตามเพราะงานของอาจะได้รับการสนับสนุนเพียงไร
ก็ขึ้นอยู่กับสาธารณะชนผู้อ่านนั่นแหละ
1) ยอมรับว่าหนูและท่านผู้อ่านส่วนมากมักจะละเอียด
และอ่านเรื่องราวของนักประพันธ์ทุกคน (ที่ตนชอบและสนใจ) ได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่าคนแต่งเองเสียอีก
เพราะคนแต่งในบางเวลาเร่งรีบ อาจหลงลืมพลั้งเผลอไปบ้าง แต่คนอ่านมีมีเวลาใคร่ครวญสอบทานจำได้หมดทุกคำพูด
(ของตัวละคร) ทุกเหตุการณ์ ข้อนี้จึงยอมรับตามตรงว่าอาจพลาดไป
เกี่ยวกับกำหนดการเดินทางครั้งใหม่ของรพินทร์และระยะเวลาการตั้งท้องจนคลอดของมาเรีย
ซึ่งความจริงแล้วคณะนี้ยังไม่ควรจากกันเกินกว่า 1 ปี แต่หนานอินกลับพูดว่าเป็นเวลานานตั้งปีเศษแล้ว
แต่ลองพิจารณาดูอีกที หนานอินเป็นคนป่าคนดง
วัน ๆ ก็คงไม่ได้ดูปฏิทิน ไม่ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ทุกระยะทุกวัน
เอาแต่ตะลอน ๆ ท่องเที่ยวไปตามประสาพรานป่าพื้นเมือง ระยะเวลา
สมมุติว่าห่างสัก 7-8 เดือน แกก็อาจเห็นว่านานมากและหลงเข้าใจไปว่าตั้งปีเศษแล้วก็ได้นะ
ยกความผิดข้อนี้ให้เป็นไปตามความรู้สึกของหนานอินไปเสียเถอะ
แต่ความจริงนั้นอาลืมเปรียบเทียบในระยะเวลาดังกล่าวเอง และตลอดเวลาที่แต่งเรื่องนี้มา
ก็ได้อาศัยผู้อ่านที่ละเอียดยิบอย่างหนูนี่แหละ เป็นผู้คอยแนะ
คอยเตือนติงมาเหมือนร่วมช่วยแต่อยู่ด้วย เป็นเช่นนี้ตลอดเวลา
เขียนอะไรค้านกับความเป็นจริง (ตามเหตุผล) ในเรื่องไปนิดเดียว
(แต่ก็เป็นจุดสำคัญ) นักอ่านบางคนโทรศัพท์มาทักท้วงจากเหนือสุดจรดใต้สุด
เตือนให้รู้ว่า พลาดอีกแล้ว หนูเป็นคนหนึ่งในนักอ่านที่ทั้งน่ารักและน่ากลัวในเรื่องนี้
มันพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้อ่านไม่ได้โง่ไปกว่าผู้เขียนเลย เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์ให้นักประพันธ์ทุกคนถึงระวังไว้ด้วย
เราเขียนอยู่คนเดียว แต่ผู้อ่านมีอยู่จำนวนล้านทั่วประเทศ
เขาจับตาดูเราอยู่ทุกขณะ ถ้าเขาสนใจในงานของเราอย่างแท้จริง
อายินดีทุกครั้งที่ใครทักท้วงมาโดยวางรากฐานอยู่ตามเหตุผลข้อเท็จติงอันเจือสมในท้องเรื่อง
และถ้าผิดจริงก็ยอมรับ, แต่ถ้าผู้ท้วง, ท้วงมาเพราะความเข้าใจผิดของตนเอง
ก็จะอธิบายให้ทราบ และถ้าด่ามาด้วยอคติหรือเกลียดชังส่วนตัว
ก็จะไม่เสียเวลาตอบโต้
ฉะนั้น
คำพูดของหนานอินในตอนที่เป็นสาเหตุให้หนูท้วงมานี้ แทนที่จะพูดว่า
ตั้งปีกว่า ก็ควรเปลี่ยนเป็นว่า ตั้งเกือบปีแล้ว
2) ผิดหวังในความรักหรือ ? อืมม์ นึกไม่ออกแฮะ..
มันก็คงผิดมั่งถูกมั่งเหมือนการยิงปืนไปยังเป้านั่นแหละ จะให้ถูกทุกนัดย่อมไม่ได้
แต่สำคัญว่า จะต้องยิงเป้าหมายให้อยู่หมัดก็แล้วกัน เมื่อเราคิดจะยิงแล้วนัดหนึ่งพลาด
นัดที่สองจะต้องหมอบ (มิฉะนั้นเราก็หมอบไปเอง) แต่อาเข้าใจถึงความผิดหวังของคนเราได้ดี
จึงพอจะถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านพลอยรู้สึกคล้อยตามเห็นจริงเห็นจังไปด้วยได้
ส่วนเรื่องที่ดาริน
ส่งใจไปฝากรพินทร์ไว้กับคริสนั้น หนูคิดว่าในภาวะที่ดารินยังตามรพินทร์ไม่พบ
ดารินจะอะไรได้ดีไปกว่านี้ สำหรับคนที่มีการศึกษาสูงแล้วเช่นนั้น
สมมติหนูเป็นดารินเอง รพินทร์ตกอยู่ในสภาพที่น่าห่วงที่สุด
จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่ทราบได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสุขภาพ
ซึ่งหนูก็รู้อยู่แล้วว่า เขามีจุดอ่อน ไม่แข็งแรงพร้อมหมดในทุกด้าน
และคริสอยู่ใกล้ชิดกว่าสามารถที่จะช่วยเหลือได้ ถ้าหนูไม่คิดฝากคริสไว้ก่อน
แล้วหนูจะเอายังไง อย่ามาดูแลคนของปล่อยให้เขาตายไป โดยไม่ต้องมาแตะต้อง
งั้นหรือ? คนฉลาดอย่างดาริน ต้องไม่คิดอย่างนั้นแน่ โดยแท้จริง
ดารินก็เป็นผู้หญิงสามัญธรรมดา ที่มีความห่วง และหึงเป็นที่ตั้งนั่นแหละ
แต่ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่ายอดชายไปอยู่ที่ไหน ตกอยู่ในภาวะเช่นไร
มัวแต่โง่ เอาแต่คิดหวงหึงโดยไร้เหตุผลอยู่ ดารินก็จะกลายเป็นหญิงอับปัญญา
และไม่ได้รักรพินทร์อย่างแท้จริง เพราะรักแท้นั้น ต้องยอมเสียสละได้ทุกอย่าง
เพื่อให้คนที่ตนรักได้อยู่รอดปลอดภัย ไม่ใช่ฉันรักแล้วเธอต้องเจ็บปวดทรมาน
หรือล้มหายตายจากไปเสียเลย คนอื่นดูแลไม่ได้ ต้องฉันดูแลคนเดียว
ซึ่งฉันก็ยังไม่รู้จะไปดูแลเขาได้ที่ไหน
3) แม้จะเป็นเพียงนวนิยาย อาก็พยายามเขียนให้วางรากฐานอยู่บนความสมจริงและเหตุผลเจือสมทุกบททุกตอน
ดังนั้น ดังละครทุกตัวที่เคยสร้างไว้ก่อนแล้ว และเคยมีความผูกพันกันมาก่อน
ก็ย่อมจะต้องมีการสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเป็นโยงใย โดยไม่ทิ้งให้ขาดหายไปเสีย
และขณะที่ดำเนินเรื่องมาถึงแค่นี้แล้ว หนูและผู้อ่านทุกคนก็คงเดาได้ว่า
เส้นทางของรพินทร์ ควรจะบ่ายหน้าไปในทางใด จะพบมรกตนคร, แงซาย
และเมยานีหรือไม่
4) อาไม่เคยทราบมาก่อนตามที่หนูเล่าให้ฟังว่า
ไปพบหมอนสามเหลี่ยมในห้องวิปัสสนา มีคำปักอุทิศไว้ว่า แด่รพินทร์
ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นการทำบุญแกสงฆ์ในบวรพุทธศาสนา และมีการจารึกคำอุทิศไว้ด้วยก็เป็นเรื่องที่แปลกดี
เพราะรพินทร์ ไพรวัลย์ เป็นตัวละครสมมติในนวนิยายไม่มีชื่อจริง
ไม่มีตัวจริง นอกจากในเรื่องนวนิยายเท่านั้น จึงเข้าใจเป็นสองนัยดังนี้
นัยที่หนึ่ง
ผู้ถวายพระและจารึกไว้ด้วยถ้อยคำเช่นนั้น มีความผูกพันกับตัวละครมากจนถึงกับคิดว่าควรจะทำกุศลอะไรสักอย่างให้แก่นามของบุคคลสมมติผู้นี้
นัยที่สอง
ทำบุญประชดให้แก่ผู้แต่ง คือ พนมเทียน คือแต่งเรื่องนี้ยาวเหลือเกิน
ยังไม่จบทันที ก็เลยทำบุญไปให้เสียเลย แบบกรวดน้ำบังสุกุลไปให้
ซึ่งอาก็ยินดีน้อมรับกุศลผลบุญที่อุตส่าห์แผ่อุทิศมาให้นั้น
ดูอีกแง่ แช่งให้ตาย แต่ความจริงเท่ากับเป็นการต่ออายุให้
นามสกุล
ไพรวัลย์ นั้น เท่าที่ราบไม่มีสกุลของคนจริง แต่นักร้องลูกทุ่ง
หรือบุคคลที่พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย อาจเอาไปตั้งเป็นฉายาต่อท้ายของตน
หรือขอเปลี่ยนขอตั้งเป็นนามสกุลตัวเองภายหลังก็อาจเป็นได้
นามตัวละครในนวนิยายของอาแทบทุกเรื่อง ได้กลายเป็นนามของคนจริงต่อไปภายหลังนับไม่ถ้วนมาแล้ว
แม้แต่นามของสถานที่สมมติก็ตาม ก็ยังถูกเอาไปตั้ง ก็ไม่ผิดอะไร
และอาก็ไม่รังเกียจ อันที่จริงนั้น นามสกุลชนิดนี้ จะเหมาะสมสำหรับรพินทร์คนเดียวเท่านั้น
เพราะมันบ่งบอกถึงที่มาแห่งอาชีพและชีวิตการเป็นอยู่ของเขา
ไพร ก็แปลตรง ๆ ว่า ป่า อยู่แล้ว วัลย์ ก็พวกเถาวัลย์หรือไม้เลื้อย
ไพรวัลย์ จึงแปลว่า ป่าพันธุ์ไม้เลื้อย หรือป่าดงพงไพรนั่นแหละ
ใครเอาไปเป็นสกุล ความหมายมันก็ไม่สู้จะไพเราะนัก เพราะหมายความชัดว่า
โคตรวงศ์เขามาจากป่าดงพงพี
อย่าว่าแต่ชื่อตัวละครเลย
ชื่อนามปากกาของอา พนมเทียน ยังถูกเอาไปตั้งทั้ง ม้าแข่ง
(ซึ่งวิ่งบ๊วยทุกที) และเอาไปตั้งเป็นชื่อนักมวย (ต่อยทีไรก็แพ้ทุกทีเหมือนกัน)
แต่อาไม่ถือ กลับถือว่าเขามีความผูกพันนิยมชมชื่น (คิดอย่างนี้แล้วสบายใจ)
จึงไปตั้งชื่อม้าและนักมวย อ้อ ! รู้สึกว่ามีร้านขายเครื่องอัฏฐะบริขารที่เชียงใหม่
ตั้งชื่อว่า พนมเทียน ก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังมีร้านชื่อนั้นต้องขายอยู่หรือเปล่า
ก็ขออวยพรให้ยืนยงคงอยู่ เจริญรุ่งเรืองต่อไป
ภาค 3 กำลังจะเริ่มทยอยพิมพ์เป็นปกแข็งในเร็ววันนี้
แต่จะไม่พิมพ์ไล่มาให้ใกล้กับข้อความที่กำลังนำลงอยู่ทุกๆ
10 วันในจักรวาลปืนนัก เพราะกลัวคนจะทิ้งจักรวาลปืนไปรอคอยปกแข็งกันเสียหมด