
หนึ่งในบิ๊กไฟว์แห่งป่าลุ่มสาละวิน
ในเรื่องเพชรพระอุมานั้นมีช้างหลายเชือก ที่มีความสำคัญ ดังเช่น
- ไอ้แหว่ง พญาคชสารร้าย ที่ขับเคี่ยวกับรพินทร์ ไพรวัลย์
สร้างความสูญเสียให้กับมนษย์ มากที่สุดในเรื่อง(ไม่นับไอ้งาดำเพราะถือว่าถูกบงการโดยมันตรัย)
- ไอ้งาดำ ช้างที่ต้องมนต์คชสาร ของมันตรัยทำให้สีงาเปลี่ยนไปเป็นสีดำ
ในภาคที่สอง
- ไอ้ด้วน ช้างแสนรู้คู่บุญของดาริน เข้ามาร่วมเดินทางกับคณะเดินทาง
เหมือนกับว่าเป็นมนุษย์คนนึง
- เศวตนันท์ ช้างทรงของ จิตรางค์นางค์ ภายหลังกลับชาติมาเกิดเป็น
ไอ้ด้วน
- อัยเรศลงกรณ์ กับ มหินธรหัตถี ช้างด้นและช้างแทรงของจิตรางค์นางค์
ในเรื่องมีการยิงถล่มช้างอยู่หลายฉาก
ซึ่งจะค่อนข้างขัดกับความคิดของรพินทร์ที่ไม่ค่อยอยากยิงช้างและ
ได้อบรมลูกสมุนอยู่เสมอๆว่าไม่ควรยิงช้างเนื่องจากช้างเป็นสัตว์แสนรู้และสัตว์ชั้นสูง
เป็นสิ่งที่ตัวผู้เขียนพยายามสื่อออกมา และในชีวิตการเดินป่าของพนมเทียนไม่เคยยิงช้างเลยสักครั้ง
ช้าง ถูกจัดอยู่ในอันดับย่อย Soborder Proboscidea เป็นสัตว์ตระกูลเล็กที่สุดของสัตว์
จำพวก Proboscidiens ซึ่งสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ยังคงมีชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกปัจจุบันนี้เพียงแฟมิลี่เดียว
คือ Family Elephantidae และในแฟมิลี่นี้ก็เหลืออยู่แต่เพียงพวกเดียวเท่านั้น
คือ Genus Elephas ซึ่งแบ่งได้เป็นอีก 2 ชนิดสุดท้ายในโลกก็คือ
ช้างอาฟริกา และ ช้างเอเชีย
ช้างที่พบในประเทศไทยเป็นช้างในตระกูล
ช้างเอเซีย พบกระจายอยู่ในบริเวณตอนใต้ของเอเซีย ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในป่าทึบ
แถบประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เขมร มาเลเซียและประเทศไทย
ส่วนช้าง อีกพวกหนึ่งนั้นอยู่ห่างไกลกันคนละทวีป คืออยู่ในทวีปอาฟริกา
และมีชื่อเรียกตามที่อาศัยของมันว่า อาฟริกา ช้างทั้งสองพันธุ์นี้มีข้อแตกต่างกันอยู่หลายประการทีเดียวว่ากันว่า
ช้างเอเซียฉลาดกว่าช้างอาฟริกาหลายเท่า ตัวนัก สามารถนำมาฝึกไว้ใช้แสดงหรือใช้งานต่าง
ๆ ได้ดี ช้างอาฟริกาจะดุและก้าวร้าวไม่เชื่องคน ซึ่งอาจจะ เป็นเพราะช้างเอเซียมีขนาดกะโหลกศรีษะและมันสมองที่ใหญ่กว่าก็เป็นได้
ช้างอาฟริกานอกจากจะมีหัวเล็กกว่าแล้ว
(แต่ตัวใหญ่กว่า) ยังมีข้อแตกต่างอื่น ๆ ที่สังเกตได้คือ ช้างอาฟริกาจะหัวเล็กหลิม
โหนกหัวลอนเดียว ใบหูใหญ่กว่าช้างเอเซีย มีขอบหูด้านบนสูงเลยหัวเล็กน้อยเวลา
โกรธจะกางใบหูออกเต็มที่ หลังแอ่น หนังหยาบ จงอยวงมี 2 จงอยหน้า
ช้างอาฟริกามีงาได้ทั้งตัวผู้และตัว เมีย ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าป่าโปร่ง
ไม่กลัวแดดร้อน สามารถทนต่อสภาพอากาศของอาฟริกาได้ดี ส่วน ช้างเอเซียจะชอบอยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นมากกว่า
สำหรับช้างเอเซียนั้นนักสัตวศาสตร์ยังได้จำแนกตามหลักอนุกรมวิธานออกไปอีกถึงสามชนิด
ย่อยได้แก่
- Elephas maximus maximus Linn. เป็นสายพันธุ์ช้างที่พบอยู่เฉพาะในเกาะศรีลังกาเท่านั้นเป็นชนิดย่อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ในบรรดาชนิดย่อยทั้งสามสายพันธุ์ ช้างเอเซียสายพันธุ์นี้โดยมากมักไม่มี
งา แม้แต่ในตัวผู้
- Elephas maximus indicus Cuvier. เป็นช้างพันธุ์เอเซียที่พบกระจายอยู่ในแผ่นดินใหญ่
ตั้งแต่ เนปาล อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มณฑลยูนนานของจีนและมาเลเซีย
เป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ ชิดและมนุษย์ใช้ประโยชน์จากมันมากที่สุด
เช่น ช้างไทย ช้างอินเดีย ช้างพม่า
- Elephas maximus sumatranus Temmick. เป็นช้างที่พบเฉพาะบนเกาะสุมาตราของ
อินโดนีเซียเท่านั้นซึ่งปกติแล้วสายพันธุ์นี้จะมีขนาดเล็กกว่าสายพันธุ์อินเดีย
อาหารของช้าง ตามธรรมชาติที่โปรดปรานก็คือ ไผ่ มะขามป้อม
หญ้า และพืชตระกูลหวาย ช้าง ตัวหนึ่งจะกินอาหารโดยเฉลี่ย 200กิโลกรัม
และดื่มน้ำ 70-80ลิตรต่อวัน งวงที่ยาวของมันช่วยให้สามารถกิน ได้ทั้งพืชที่อยู่เรี่ยดิน
ไปจนถึงยอดไม้ที่สูงพอที่งวงจะเอื้อมถึง การนอนของช้าง ช้างจำเป็นต้องยืนหลับเนื่องจากน้ำหนักตัวที่มาก
ช้างจึงต้องโยกตัวไปทางขวา และซ้ายอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้ข้างใดข้างหนึ่งรับน้ำหนักมากจนเกินไป
แต่บางครั้งก็อาจจะล้มตัวนอนตะแคงกับ พื้นก็ได้ งาของช้างคือ ฟันตัด
(incissor)ที่พัฒนาเจริญงอกยาวออกมาจากขากรรไกรบนของช้าง หาก เปรียบเทียบก็คือฟันหน้านั่นเอง
ช้างเอเซียตามปกติจะมีงาเฉพาะตัวผู้เท่านั้น ช้างจะเริ่มมีงาหรือขนายเมื่ออายุ
ได้ประมาณ 2-5ปีงาช้างตามปกติจะมีสีขาว (Ivory) แต่สีขาวนี้จะมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสีขาวธรรมดา
ทั่วไป สีของงาช้างจึงมีชื่อเรียกเฉพาะต่างหากว่า สีขาวงาช้าง
หรือสีงาช้าง งาช้างป่าของไทยโดยทั่วไปมี ความยาวไม่มากนักงาจะพันริมฝีปากอย่างมากประมาณ
100-130 เซนติเมตรเมื่อรวมกับส่วนที่ฝังอยู่ในขา กรรไกรบนอีกประมาณ
25-30 เซนติเมตร จะมีความยาวทั้งหมดประมาณ 125-150 เซนติเมตร ตาของช้างมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของลำตัว
ช้างจึงมีสายตาไม่ดีนัก แต่ช้างจะรู้สึก ถึงสิ่งแปลกปลอมได้จากงวงดังที่กล่าวมาแล้ว
หางช้างสุขภาพดี หางต้องโบกไหวตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งนาน ๆ ทั้งช้างตัวผู้และตัวเมียจะมีต่อมบรรจุของเหลวคล้ายมันหมูอยู่บริเวณขมับระหว่างตากับรูหูข้างละ
1ต่อม ซึ่ง ของเหลวข้นนี้จะมีกลิ่นสาบอย่างรุนแรงต่อจมูกมนุษย์
แต่สำหรับช้างถือว่าเป็นกลิ่นยี่วยวนเชิญชวนเป็นอย่างที่สุด เมื่อช้างตกมัน
(mast) ซึ่งเกิดกับช้างทุกตัวที่มีอายุระหว่าง 20-40ปี ช้างในขณะตกมันจะดุร้ายอาละวาด
การผสมพันธุ์ของช้างเนื่องจากช้างตัวอ้วนใหญ่มากอวัยวะสืบพันธุ์ของมันจึงเข้าไปได้ไม่ลึกและ
ไม่สามารถขยับตัวขึ้นลงเหมือนสัตว์อื่นได้ ช้างตัวผู้จึงมีความสามารถพิเศษสามารถฉีดน้ำเชื้อด้วยแรงดันสูง
เพื่อไปสู่มดลูกที่อยู่ห่างจากช่องคลอดไปอีกเป็นเมตรในท้องของช้างตัวเมีย
เมื่อเสร็จกิจการสืบพันธุ์ช้างตัว ผู้มักยืนนิ่งอาจเป็นเพราะเหนื่อย
แต่ช้างตัวเมียมีกิริยาตื่นเต้น ช้างจะเทียวสืบพันธุ์ราวสัปดาห์หนึ่งวันละครั้ง
ช้างสามารถสืบพันธุ์มีลูกได้ในเกณฑ์อายุระหว่าง15-50ปี การตั้งท้องของช้างนั้นนานมากทีเดียว
ใช้เวลาประมาณ 21-22 เดือนกว่าจะคลอด เมื่อถึงกำหนดคลอดแม่ช้างจะหาที่ปลอดภัยลับตาในป่าลึกสำหรับคลอดลูก
โดยจะคลอดเอาทางหัวหรือทางหางออกมาก่อนก็ได้ ตลอดชีวิตของช้างเพศเมียจะมีลูกได้เพียง
4-8 ตัวเท่า นั้นระยะห่างของการตั้งท้องอย่างน้อย 3-5ปี
หลายคนเข้าใจผิดว่าลูกช้างกินนมแม่โดยใช้งวงที่จริงแล้วช้าง
น้อยใช้ปากงับดูดนมแม่ โดยแม่ช้างมีนมเพียงสองเต้า ลูกจะหย่านมเมื่ออายุได้ราว
3ปี โดยปกติช้างตกลูก ครั้งละ 1ตัว ลูกช้างเกิดใหม่มีน้ำหนักตัวราว
100 กิโลกรัม สูงไม่ถึงเมตรขนยาว หัวเล็ก และมีนิสัยขี้เล่นเหมือน
เด็ก ช้างป่ามีอายุยืนยาวนานเท่าไรไม่ระบุ แต่เกิน 100 ปี และอาจมากกว่า
150ปีด้วยซ้ำ
ลักษณะรอยเท้า
เรียบเรียงโดย ... มันตู