ความรู้เรื่องเกลียวในลำกล้อง

        เกลียวในลำกล้อง ในยุคแรก ๆ ลำกล้องปืนเป็นเพียงท่อกลวงเท่านั้น ในปีค.ศ.1450-1500 จึงเริ่มมีมีแนวความคิดที่จะผลิตเกลียวในลำกล้องปืนขึ้น โดยมีการผลิตเป็นครั้งแรกที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมันในปี 1498 แต่เป็นแบบเกลียวตรง เนื่องจากต้องการให้ร่องเกลียวเป็นตัวรองรับเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ของดินขับ ไม่ต้องทำความสะอาดกันบ่อย ๆ เนื่องจากในระยะแรกใช้ดินดำเป็นดินขับซึ่งก่อให้เกิดเขม่ามาก เมื่อยิงต่อเนื่องกันมาก ๆ นัดจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้น

        ในสมัยโบราณในยุคที่ยังใช้ธนูเป็นอาวุธ มีการค้นพบว่าการเอาขนห่านมาเสียบท้ายลูกธนูและมีการดัดเพื่อให้ลูกธนูหมุนรอบตัวเองในขณะที่ถูกยิงออกไปนั้น ส่งผลให้ลูกธนูมีเสถียรภาพในด้านความแม่นยำมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการพัฒนาเกลียวในลำกล้องปืนให้มีการหมุนรอบตัวเอง บังคับให้หัวกระสุนหมุนรอบตัวเองในขณะที่ถูกยิงออกไปเช่นเดียวกับลูกธนู เพื่อให้มีเสถียรภาพในความแม่นยำมากขึ้น

        ในขณะเดียวกันร่องเกลียวก็ยังทำหน้าที่เป็นบ่อรองรับเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ของดินขับอีกด้วย เกลียวในลำกล้องในระยะแรกถูกนำมาใช้กับปืนยาว โดยร่องเกลียวเหล่านี้มีชื่อเรียกว่าในภาษาอังกฤษว่า"ไรเฟิ่ล"(Rifle) ส่วนกรรมวิธีการทำร่องเกลียวเรียกว่า"ไรฟิ่งก์"(Rifing) ดังนั้นปืนยาวที่มีร่องเกลียวในลำกล้องทุกขนาดจึงเรียกว่า"ไรเฟิ่ล" ในภาษาไทยก็เรียกปืนชนิดนี้ทับศัพท์ว่า "ปืนไรเฟิ่ล" ก่อนจะได้รับการบัญญัติศัพท์อย่างเป็นทางการว่า "ปืนยาว"

        ต่อมาก็ได้นำเอาเกลียวในลำกล้องมาใช้ปืนปืนสั้น โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพื่อเสถียรภาพในด้านความแม่นยำ ภายในลำกล้องประกอบด้วยสันเกลียวหรือแลนด์ส(Lands)กับร่องเกลียวหรือกรู๊ฟส (Grooves) ส่วนการวัดขนาดหรือ"คาลิเบ้อร์"ของกระสุน เป็นการวัดระยะห่างระหว่างสันเกลียวกับสันเกลียว มิใช่การวัดระหว่างร่องเกลียวกับร่องเกลียว

เรียบเรียงโดย มันตู

ที่มา

  • นิตยสารกันแอนด์แทคติค
  • หนังสือไรเฟิลออฟเดอะเวิลด์