
ถ้าสามารถควบคุมบังคับความร้อนซึ่งได้จากกองไฟให้พวยพุ่งตรงไปยังจุดเดียวกันน้ำร้อนที่จะต้องการก็จะสำเร็จได้ในไม้ช้า
วิธีการบังคับความร้อนให้พุ่งรวมกันดังกล่าวนี้ อยู่ที่ศิลปการวางฟืน
ตั้งดุ้นฟืนทั้งหลายให้ปลายพุ่งชันขึ้นไปประจบกัน ไฟก็จะลุกลามไหม้พุ่งความร้อนให้ไปรวมกันได้ตามความปรารถนา
ชนิดของฟืนที่เหมาะแก่การใช้ ควรเป็นไม้พันธ์ไผ่หรือพันธ์รวกจึงจะดี
เพราะไม้ประเภทนี้ให้ความร้อนสูง
ส่วนการวางกาหรือหม้อน้ำบนไฟ
ใช้วิธีตัดไม้เป็นง่ามปักบนดินช้างกองไฟในระยะพอประมาณ แล้วตัดไม้ยาวเป็นคานเพื่อร้อยหูกาแขวนไว้วางปลายช่างหนึ่งของคานนี้บนง่ามไม้
ส่วนอีกปลายหนึ่งพุ่งลงดิน
ถ้าปรารถนาจะเจียวไข่
หรือลวกผัดอาหารใดด้วยกระทะใช้ก้อนหินก้อนดิน หรือไม้สดปักเป็น
3 เส้า โน้มปลายรับภาชนะให้พอดี
ทุกๆครั้งที่ยกภาชนะต่างๆออกจากกองไฟ
มิควรวางภาชนะไว้บนดินเพราะดินจะดูดความร้อนได้เร็ว จะทำให้อาหารเย็นชืด
หาเปลือกไม้คอยวางรับภาชนะไว้ให้สูงจากพื้น
ไฟรุ่ง

ศิลปในการประกอบไฟให้ส่งความอุ่นเรื่อยตลอดไปจนจวบรุ่ง
ซึ่งได้นิยมแพร่หลายจนได้สมญาว่า อินเดียน-ไฟ กระทำดังนี้
หาฟืนท่อนยาว โตประมาณ 6 นิ้วเป็นอย่างต่ำ ฟืนที่นิยมใช้เป็นโคนต้นไม้แห้งชนิดเนื้อแข็งไหม้มอดช้ามา
4 ท่อน วางฟืนให้โคนชนกัน หันปลายออกให้เป็นรูปกากะบาด แล้วสุมไฟให้โคนทั้งสี่ลุกไหม้เป็นไฟกองเดียวกัน
เมื่อไฟรุกได้ดีแล้ว ก็นำฟืนสดซึ่งมีความโตในลักษณะเดียวกันมาอีก
4 ท่อน วางแต่ละท่อนลงไปในระหว่างฟืนชุดแรกทั้งสี่นั้น ฟืนทั้งหมดดังกล่าวทั้ง
8 ท่อนนี้เมื่อวางได้ระเบียบแล้ว ก็จะมีลักษะคล้ายๆรูปเขียนแบบเรียนซึ่งแสดงทางของทิศทั้งแปด
เมื่อไฟไหม้ลามโคนไม้จนมอดกร่อนและอ่อนความร้อนลง ก็ค่อยๆ ดุนท้ายฟืนทั้งหลายให้เคลื่อนพุ่งโคนไม้ไปชิดกันใหม่เช่นเดิม
ไฟนี้ควรก่อไว้เหนือลม
เพื่อไห้ร่างกายอบอุ่นจากไอร้อน และถ้าเป็นไปได้ ใช้การขึงผ้าเป็นฉากข้างหลังเราไว้เพื่อไห้ไอร้อนที่เลยเราไปสะท้อนกลับมาอีก
หรือไม่เช่นนั้นควรหาทำเลหน้าผา หรือหน้าก้อนหินใหญ่ ซึ่งอำนวยช่วยให้เป็นฉากสะท้อนกลับได้ตามธรรมชาติ
ไฟในสายฝน

การก่อกองไฟแบบนี้ ในเรื่องเพชรพระอุมานั้นได้กล่าวถึงหลายครั้งดังนี้
1. ในภาคแรก เมื่อจันได้รับมอบหมายนำขบวนเกวียนแทนพรานใหญ่กับ
บุญคำ(แยกออกตามรอยไอ้แหว่ง) เพื่อไปพักโป่งน้ำร้อน ซึ่งเมื่อไปถึงที่พักแล้ว
มีฝนตกลงมาปรอยๆ ทำให้นายจ้างเกิดความกังวลว่า การพักคืนนี้จะก่อกองไฟได้หรือไม่
และจันได้ตอบว่า ไม่มีปัญหาจะใช้วิธีก่อไฟสายฝน โดยใช้ผ้าพลาสติกบังฝนไม่ให้ตกใส่กองไฟ
2. ในภาคแรกการพักที่สถานีกลางหลังจากที่ปะทะกับไอ้แหว่งที่ป่าหวายแล้ว
(หลังจากเชษฐาบาดเจ็บ) ซึ่งเป็นเนินเล็กๆห่างจากสมรภูมิประมาณ
5 กิโลเมตร ซึ่งมีอยู่คืนหนึ่งที่ฝนตกปรอยๆ บุญคำซึ่งรับหน้าที่เฝ้าแค้มป์ร่วมกับดาริน
ก็นำวิธีนี้มาใช้
3. ในภาคที่สองก็มีกล่าวถึงการก่อไฟวิธีนี้เหมือนกัน ในคืนนี้คณะติดตามระเบิดต้องปะทะกับโขลงไอ้งาดำเป็นครั้งแรก
และในคืนนั้นนั่นเองที่มันตรัยในร่างใหม่เข้ามาจู่โจมคณะ
ปัญหาก่อไฟท่ามกลางสายฝน
มักมีขึ้นบ่อยในช่วงชีวิตของนักธุรกิจในดง สถานที่ซึ่งเหมาะไม่มีสถานที่ใดดีเท่าใต้ร่มเงาชะง่อนผา
หรือไต้ต้นไม้เอน ด้วยการอาศัยชะง่อนหรือลำไม้เป็นชายหลบสายฝน
ส่วนเบื้องล่างนั้นวางท่อนไม้หลายชั้นให้เป็นร้านรับไฟ
ฟืนที่จะหาได้ในการก่อเริ่มแรก
มิใช่ท่อนไม้ซึ่งชุ่มชื้นบนพื้นดิน ใช่กิ่งของไม้ซึ่งยันต้นแห้งตายเป็นสำคัญ
หรือไม่ก็ถากจากท้องของไม้แห้งซึ่งเอนต้นพันฝนอยู่ ถ้าปรากฏว่าฟืนที่ได้มาชื้นเกินไป
ก็จำเป็นต้องใช้ใต้หรือเทียนไข และเชื้ออื่นๆ ซึ่งนำพาติดตัวไปเป็นอุปกรณ์ประกอบให้สามารถก่อไฟได้ตามต้องการ
ไฟผิง

คืนใดอากาศไม่หนาวนัก
แต่ค่อนข้างเย็นเป็นยามลมอ่อน ถ้าท่านมีความปรารถนาพักผ่อนอย่างเพลินใจสบายอารมณ์
ควรใช้การวางไฟให้งามตามศิลปในหลักวิชา
ใช้ไม้
2 ท่อน วางนอนเป็นแนวขนานผ่านข้างกองไฟโดยวางพาดขวางชิดติดกันไปเป็นแพบนไม้คู่นี้
ละแล้วก็เรียงทับขวาง พาดซ้อนสลับบนกันอีกหลายๆ ชั้นตามความต้องการ
ไฟจะค่อยๆเผาฟืนไปให้ความอบอุ่นได้เป็นเวลานาน
ไฟหลุม

เมื่อยามใดหรือฤดูใดมีลมพัดแรง
ควรใช้ความระมัดระวังในการก่อไฟให้จงหนัก มิฉะนั้นไฟจะลอยตามลมไป
ก่อการเผาไหม้พันธ์ไม้ในป่า สร้างความเสียหาย เป็นการทำลายทรัพย์สินของชาติ
จงขุดหลุมและวางไฟไว้ข้างใน เปิดร่องรับทางลมให้เป่าไฟได้เหมาะตามสมควร
ไฟหลุมดังกล่าวนี้ สามารถก่อภายในกระโจมได้อย่างปลอดภัยโดยการขุดหรือสร้างกองไฟ
เป็นช่องให้ลมรอดไปภายนอกกระโจม
เรียบเรียงโดย มันตู