สังคมป่าในประเทศไทย

        ประเทศไทยเคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ขนาดใหญ่เป็นประเทศที่ประกอบด้วย ความหลากหลายของชนิดป่าเขตร้อนมากที่สุดประเทศหนึ่ง สังคมป่าเขตร้อนของประเทศเราประกอบไปด้วยป่าดิบ และป่าผลัดใบชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศของไทยยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ป่าเขตร้อนชื้นที่แท้จริงอย่างในมาเลเซียและป่าดิบแล้ง ซึ่งปรากฎส่วนใหญ่ในประเทศ ไทย ลาว พม่า และเขมร จึงทำให้ประเทศไทยมีพรรณไม้ที่มีค่าของสังคมป่าทั้งสองประเภทจำนวนมาก เช่น พรรณไม้ในวงศ์ยางมีมากกว่า 50 ชนิด ซึ่งพรรณไม้เหล่านี้จะปรากฎเฉพาะในภูมิภาคแถบนี้เท่านั้น
         สภาพทางนิเวศวิทยาของป่าแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก จึงทำให้ส่วนประกอบของสังคมป่าแต่ละชนิดแตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนประกอบของพรรณไม้ชั้นล่าง และพื้นป่าแตกต่างกันไป พรรณไม้ชั้นล่างถือว่ามีความสำคัญต่อสัตว์ป่า โดยเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยทำรัง
         นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจในแง่ของการเป็นทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปชื่นชมศึกษาตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้จัดทำเอาไว้

แผนภูมิแสดงป่าในแต่ละผืน

        ซึ่งประกอบไปด้วยสังคมป่าหลายๆแบบ เช่น สีเขียวอ่อนแสดงถึง ป่าเบญจพรรน สีเขียวแก่ แสดงถึงป่าดงดิบ เป็นต้น

        จากสภาพภูมิอากาศที่เป็นแบบเขตร้อนและกึ่งร้อนมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน มีสภาพภูมิประเทศตั้งแต่หาดทรายชายทะเลจนถึงยอดเขาสูงถึง 2500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บางพื้นที่มีความแห้งแล้งและมีไฟป่าเป็นประจำ ดินแปรผันไปมากมายหลายชนิด มีคุณลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันไป จึงทำให้ประเทศไทยมีป่าอยู่หลายชนิดด้วยกัน สามารถแบ่งป่าในประเทศไทยออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) และ ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) ซึ่งใน แต่ละกลุ่มประกอบด้วยป่าชนิดต่าง ๆ ดังนี้
สังคมพืชป่าไม่ผลัดใบเป็นป่าที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ให้ความ เขียวชอุ่มตลอดปีป่ากลุ่มนี้มีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่า ของประเทศไทยและสามารถแยกออกเป็นชนิดย่อย ๆ ได้อีก หลายชนิดคือ

ป่าดงดิบ

        เป็นป่าที่เขียวอยู่ตลอดทั้งปี ใบจะร่วงไม่พร้อมกัน และใบใหม่จะออกทดแทน จึงทำให้ป่าชนิดนี้ดูเขียวตลอดเวลา ป่าดงดิบมีอยู่ทั่วไป และจะมีมากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศ เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด ป่าดงดิบจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างชื้นและฝนตกชุก ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมอย่างมาก สามารถแยกประเภทอีกได้ คือ

1. ป่าดิบชื้น
มีอยู่ตามภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ของประเทศ มีปริมาณน้ำฝนตกไม่น้อยกว่า 2500 มม.ต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมีมากชนิด ด้วยกัน ป่ารกทึบเกิดขึ้นหนาแน่นมองดูแล้วเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ตามความสูงตั้งแต่ 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้ประเภทนี้จะลำต้นตรงสูงแย่งกันรับแสงอาทิตย์ ไม่ค่อยมีกิ่งก้านเท่าใดนัก เช่น ไม้ยาง ไม้ตะเคียน กะบาก อบเชย จำปาป่า ส่วนที่เป็นพืชชั้นล่างจะเป็นพวกปาล์ม ไผ่ ระกำ หวาย บุกขอน เฟิร์น มอส กล้วยไม้ป่าและ เถาวัลย์ชนิดต่างๆ

2. ป่าดิบแล้ง
ตามบริเวณที่ราบและหุบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-500 เมตร มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1000-2000 มม.ต่อปี มีพรรณไม้หลักมากชนิดด้วยกัน เช่น กระบาก ยางนา ยางแดง ตะเคียนหิน เต็งตานี พยอม สมพง มะค่า ยางน่อง กระบก พลวง เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกปาล์ม หวาย ขิง ข่า แต่ปริมาณไม่หนาแน่นนัก กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีมากตามภาคกลาง และในพื้นที่ค่อนข้างราบ ป่าดิบแล้งที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุดคือป่าภูหลวง-วังน้ำเขียว ที่ ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเดิมเป็นรอยต่อของเทือกเขาคงพญาเย็นป่าดงดิบที่มีชื่อเสียง

3. ป่าดิบเขา
คือป่าที่อยู่สูงจากระดับตั้งแต่ 1000 เมตร ขึ้นไป มีกระจัดกระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆของประเทศ มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1500-2000 มม.ต่อปี พรรณไม้หลักค่อนข้างจำกัด เช่น ก่อชนิดต่าง ๆ ทะโล้ ยมหอม กำลังเสือโคร่ง นางพญาเสือโคร่ง สนสามพันปี มะขามป้อมดง พญาไม้ พญามะขามป้องดง สนแผง กุหลาบป่า ฯลฯ ผสมปนกันไป ตามต้นไม้มีพวกไลเคนและมอส หรือตะไคร่น้ำเกาะอยู่ พืชชั้นล่างมีพวกไม้ล้มลุก เฟิร์น และไผ่ชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วไป

4. ป่าสน
มักจะกระจายเป็นหย่อม ๆ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200-1600 เมตร มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1000-1500 ม.ม.ต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมีไม่มากชนิด มีสนสองใบกับสนสามใบเป็นหลัก นอกนั้นก็มีพวกไม้เหียง ไม้พลวง ก่อ กำยาน ไม้เหมือด พืชชั้นล่างมักเป็นพวกหญ้าต่าง ๆ และพืชกินแมลงบางชนิด

ป่าดิบชื้น
ป่าดิบเขา


ป่าผลัดใบ

        เป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ทิ้งใบเป็นองค์ประกอบสำคัญ การผลัดเปลี่ยนใบจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง สังคมพืชกลุ่มนี้มีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทย และแยกเป็นชนิดย่อย ๆ คือ

1. ป่าเบญจพรรณ
มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล ระหว่าง 50-600 เมตร ดินเป็นได้ตั้งแต่ดินเหนียว ดินร่วนจนถึงดินลูกรัง ปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1000 มม.ต่อปี เป็นสังคมพืชที่มีความหลากหลายทางมวลชีวะมากสังคมหนึ่งพรรณไม้จะผลัดใบมาก ในฤดูแล้ง เป็นเหตุให้พรรณไม้เหล่านี้มีวงปีในเนื้อไม้หลายชนิด พรรณไม้ขึ้นคละ ปะปนกัน ที่เป็นไม้หลักก็มี สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง พยุง ชิงชัน พฤกษ์ถ่อน ตะเคียนหนู หามกราย รกฟ้า พี้จั่น และไผ่ขึ้นเป็นป่าหนาแน่น

2.ป่าเต็งรัง
มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขา ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร ดินมักเป็นดินทรายและดินลูกรัง มีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1000 มม.ต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมักเป็นชนิดที่ทนแล้ง ทนไฟป่า เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง กราด ประดู่ แสลงใจ เม่า มะขามป้อม มะกอก ผักหวาน เป็นต้น พืชชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นพวกหญ้า ไผ่ต่าง ๆ ที่พบมากที่สุดคือไผ่เพ็กหรือหญ้าเพ็ก พวกปรง ขิง ข่า กระเจียว เปราะ เป็นต้น

3. ป่าหญ้า
เป็นป่าที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ป่าธรรมชาติอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้นได้ ถูกทำลายไปหมด ดินมีสภาพเสื่อมโทรมจนไม้ต้นไม่อาจขึ้นหรือเจริญงอกงามต่อไปได้ ดินมีสภาพเสื่อมโทรมจนไม้ต้นไม่อาจขึ้นหรือเจริญงอกงามต่อไป พวกหญ้าต่าง ๆ จึงเข้ามาแทนที่ พบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย หญ้าที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นหญ้าคา แฝก เป็นต้น ไม้ต้นมีขึ้นกระจายห่าง ๆ กันบ้างเช่น กระโดน กระถินป่า สีเสียดแก่น ประดู่ ตานเหลือง และปรงป่าเป็นต้น ไม้เหล่านี้ทนแล้งและทนไฟป่าได้ดี

ป่าเบญจพรรณ
ทุ่งหญ้า

เรียบเรียงโดย มันตู