การตามรอย

          การตามรอยหรือแกะรอยตามไปยิงกลางแปลง อันนี้มักจะยกให้เป็นเรื่องของพรานใหญ่ชำนาญป่า เช้าวันแรกในป่าต้องออกสำรวจดูด่านสัตว์เสียก่อน ด่านใหญ่ด่านเล็กไปทางไหนมีรอยที่พอจะเชื่อได้ว่าสัตว์ยิงหากินอยู่ในปริมณฑล การจะออกไปหารอยที่จะตามต้องเริ่มตั้งแต่เช้ามืด น่าจะพบรอยมันกลับเข้าดงหลังจากหากินตอนเช้าหมายความว่า ควรพบรอยไม่สายไปกว่าแปดโมงเช้า ธรรมชาติสัตว์เมื่อกินอิ่มแล้วจะต้องเข้าอุบนอน แต่ไม่ใช่ใกล้ ๆ กับแหล่งหากิน มันจะเดินเรื่อยไปตามด่านแล้วแยกเข้าดงพงชัฏ หาซุ้มไม้ทึบมุดเข้าไปนอนราวเพลหรือเที่ยงประมาณนั้น ซักบ่ายสองสามโมงจะออกเดินไปหากินใหม่ นี่พูดถึงกระทิงวัวแดงนะครับ กวางจะไม่ไปไกลแบบนั้น
หมีกับเสือแม้จะพบรอยสดใหม่ชัดเจนอย่างไรในด่าน อย่าเพิ่งดีใจแกะติดรอยไปเลย ทั้งสองอย่างนี่แกจะเกาะด่านใหญ่เล็กเดินสบายเพียงระยะสั้นๆ จากนั้นก็ทิ้งด่านเข้ารกเข้าพงลดเลี้ยวหาเหยื่อเรียบไปไม่จำกัดทิศทาง เพราะหมีเที่ยวหาตัวปลวกตัวแมงเที่ยวขุดรากไม้กิน และเที่ยวหาต้นไม้ที่มีรังผึ้งหรือไม่ก็ผึ้งโพรง ส่วนเสือลัดเลาะพงไพรคอยจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร แต่มียกเว้นที่เดินในด่านระยะทางไกลไกลให้พรานสาวรอยได้เช่นกัน คือตอนที่เสือสะกดรอยตามงาบเก้งกวางหรือวัวแม่ลูกอ่อน

 

ภาพด่านสัตว์

ภาพเสือขณะเดินตามทางด่าน


         การตามรอยนั้น พรานจะต้องสามารถอ่านร่องรอยต่างๆ อย่างชำนาญ อีกทั้งต้องสามารถเคลื่อนที่เข้าหาสัตว์อย่างชำนาญ
ร่องรอยต่างๆ ที่ต้องสังเกตุ วัตถุประสงค์หลักในการสังเกตคือ ประการแรกเพื่อให้รู้ว่าเจ้าของรอยคืออะไร ส่วนประการหลังเพื่อวินิจฉัยว่ารอยนั้นๆเกิดขึ้นนานหรือยัง ขอยกตัวอย่างดังนี้

1. รอยเท้าสัตว์ ต้องสามารถระบุได้ว่าเป็นรอยเท้าของสัตวประเภทใด ลักษณะการเดินเป็นอย่างไร บาดเจ็บหรือไม่ เป็นรอยเก่าหรือใหม่อย่างไรอันนี้อาจสังเกตได้จากรอยกีบว่าล้มหรือยัง หรือ มีน้ำเริ่มซึมเข้ารอยเท้าหรือยัง

2. รอยมูลและรอยปัสสาวะ ร่องรอยตรงนี้อาจต้องสังเกตว่ามูลยังอุ่นหรือไม่ ปัสสาวะหรือน้ำลายยังมีฟองหรือไม่ รอยดังกล่าวผ่านมานานหรือยัง
ขี้ชะมด
ขี้เสือ
ขี้เลียงผา

3. รอยหญ้า จะสังเกตว่าหญ้าที่ถูกเหยียบล้มแนบพื้นนั้น ฟื้นตัวขึ้นแนวเดิมหรือยัง
4. รอยกิ่งไม้หัก จะสังเกตุถึง ความสูงของกิ่งที่หักเพื่อประมาณการณ์ขนาดของสัตว์ หรือสังเกตดูว่ายางไม้ที่หยดเป็นอย่างไรเพื่อให้ทราบว่ารอยนั้นเกิดขึ้นนานหรือยัง
5. รอยก้อนหินที่พลิก ปกติก้อนหินด้านที่ติดกับพื้นดินนั้นจะมีความชื้นอยู่ เมื่อพบหินที่พลิกขึ้นมาก็สังเกตุว่ายังเปียกหรือไม่ เพื่อวินิจฉัยว่ารอยนั้นเกิดขึ้นนานหรือยัง
การสังเกตทิศทางลม เรื่องทิศทางลมเป็นเรื่องสำคัญในการย่องเข้าหาสัตว์เนื่องจากสัตว์ป่ามีฆานะประสาท(การรับรู้กลิ่น)ดีมาก ดังนั้นถ้าย่องเข้าหาสัตว์ทางเหนือลม(ลมพัดจากไปหาเป้าหมาย)จะทำให้สัตว์รู้ตัว

การสังเกตทิศทางลมนั้นมีหลายวิธี อาทิ เช่น
1. การสังเกตใบไม้ว่าพัดไปทิศทางใด
2. กอบฝุ่นขึ้นมาโปรย ดูว่าฝุ่นปลิวไปทางใด
3. เอานิ้วแตะน้ำลายแล้วชูขึ้น อันนี้ผมเอง(มันตู ซือแป๋มันตรัย) อ่านเพชรพระอุมาถึงวิธีการนี้แล้วสงสัยเป็นอย่างมากว่ามันจะรู้ได้อย่างว่าลมจะพัดไปทางไหน ลองอยู่ตั้งหลายพักกว่าจะเข้าใจว่ามีวิธีสังเกตอย่างไร ในที่สุดก็เข้าใจ (ไม่ยืนยันนะครับว่าจะถูกต้องตามที่จอมพรานรพินทร์ทำหรือเปล่า) คือ ยังงี้ครับ เมื่อนิ้วเปียกน้ำลายแล้ว ให้ค่อยๆหมุนนิ้วไปรอบๆ ถ้ารู้สึกเย็นๆให้หยุดแล้วสังเกตว่า ด้านที่เปียกน้ำลายหันไปด้านไหน ก็แสดงว่า ลมพัดมาจากด้านนั้นครับ
ในเรื่องเพชรพระอุมานั้น มักจะใช้วิธีนี้เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตามรอยสัตว์ หรือว่าคน ทั้งในภาคแรกและภาคสอง

เรียบเรียงโดย มันตู