3. รอยหญ้า จะสังเกตว่าหญ้าที่ถูกเหยียบล้มแนบพื้นนั้น
ฟื้นตัวขึ้นแนวเดิมหรือยัง
4. รอยกิ่งไม้หัก จะสังเกตุถึง ความสูงของกิ่งที่หักเพื่อประมาณการณ์ขนาดของสัตว์
หรือสังเกตดูว่ายางไม้ที่หยดเป็นอย่างไรเพื่อให้ทราบว่ารอยนั้นเกิดขึ้นนานหรือยัง
5. รอยก้อนหินที่พลิก ปกติก้อนหินด้านที่ติดกับพื้นดินนั้นจะมีความชื้นอยู่
เมื่อพบหินที่พลิกขึ้นมาก็สังเกตุว่ายังเปียกหรือไม่ เพื่อวินิจฉัยว่ารอยนั้นเกิดขึ้นนานหรือยัง
การสังเกตทิศทางลม เรื่องทิศทางลมเป็นเรื่องสำคัญในการย่องเข้าหาสัตว์เนื่องจากสัตว์ป่ามีฆานะประสาท(การรับรู้กลิ่น)ดีมาก
ดังนั้นถ้าย่องเข้าหาสัตว์ทางเหนือลม(ลมพัดจากไปหาเป้าหมาย)จะทำให้สัตว์รู้ตัว
การสังเกตทิศทางลมนั้นมีหลายวิธี อาทิ เช่น
1. การสังเกตใบไม้ว่าพัดไปทิศทางใด
2. กอบฝุ่นขึ้นมาโปรย ดูว่าฝุ่นปลิวไปทางใด
3. เอานิ้วแตะน้ำลายแล้วชูขึ้น อันนี้ผมเอง(มันตู ซือแป๋มันตรัย)
อ่านเพชรพระอุมาถึงวิธีการนี้แล้วสงสัยเป็นอย่างมากว่ามันจะรู้ได้อย่างว่าลมจะพัดไปทางไหน
ลองอยู่ตั้งหลายพักกว่าจะเข้าใจว่ามีวิธีสังเกตอย่างไร ในที่สุดก็เข้าใจ
(ไม่ยืนยันนะครับว่าจะถูกต้องตามที่จอมพรานรพินทร์ทำหรือเปล่า)
คือ ยังงี้ครับ เมื่อนิ้วเปียกน้ำลายแล้ว ให้ค่อยๆหมุนนิ้วไปรอบๆ
ถ้ารู้สึกเย็นๆให้หยุดแล้วสังเกตว่า ด้านที่เปียกน้ำลายหันไปด้านไหน
ก็แสดงว่า ลมพัดมาจากด้านนั้นครับ
ในเรื่องเพชรพระอุมานั้น มักจะใช้วิธีนี้เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตามรอยสัตว์
หรือว่าคน ทั้งในภาคแรกและภาคสอง
เรียบเรียงโดย มันตู