
ในเรื่องเพชรพระอุมานั้น
พระปิดตาแร่บางไผ่นี้เจ้าของก็คือ รพินทร์ ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในภาคสอง
ก่อนปีนเขาหัวแร้ง ขณะนั้นคณะเดินทางเดินผ่านทุ่งแฝกแล้วเกิดเหตุการณ์ฝูงมหิงสาตื่นตกใจเนื่องจากสางห่า
วิ่งตะบึงมาทางคณะ ทำให้รพินทร์ต้องตัดสินใจเผาหญ้าเพื่อสะกัดกั้น
แต่กระแสลมดันเปลี่ยนทิศ ไฟป่าหวนกลับมาทางคณะเดินทาง ทำให้ต้องหนีตายกันสุดชีวิต
ซึ่งเหตุการณ์ณ์นี้ รพินทร์เกือบสิ้นชื่อ และนายจ้างชาวอเมริกันเข้าใจว่าเขาตายในกองไฟไปแล้ว
แต่รพินทร์ก็รอดมาได้ทั้งที่ถูกกิ่งไม้ที่ติดไฟหล่นใส่ถึงขนาดเสื้อไหม้
แต่ผิวหนังไม่ระคายเคือง จนเชิดวุธต้องมากระซิบถามว่ามีดีอะไร
รพินทร์เลยงัดพระองค์นี้ออกมาให้ชม และมอบให้กับเชิดวุธเพื่อนำไว้ใช้ต่อไป
พระปิดตาแร่บางไผ่
หลวงปู่จันทร์ วัดโมลี อ บางบัวทอง นนทบุรี
พระปิดตาแร่บางไผ่องค์นี้สภาพเส้นยันต์ผุกร่อนเพราะเจ้าของไม่ได้ทำตามวิธีการโบราณ
คือต้องเอาพระปิดตาแร่บางไผ่ แช่ในรางใส่น้ำมันงา(คล้ายถ้วยเล็กๆยาวๆ
เป็นที่มาของคำว่าเครื่องราง) คนสมัยก่อน ก่อนจะออกจากบ้านจะเข้าไปไหว้พระในห้องพระ
แล้วมีเครื่องราง หรือพระเครื่องก็จะอาราธนากัน จนครบ ส่วนที่เป็นของเครื่องรางก็จะเอาเพียงน้ำมันในรางทาผิวกาย
เพื่อหวังผลคงกระพัน
แร่บางไผ่ จะว่าไปแล้วคือน้องๆเหล็กไหลประเภทหนึ่ง มองเผินๆ
จะคล้ายดินลูกรัง แต่ก้อนที่ให้ชมได้มาจากอำเภอบางบัวทอง นนทบุรี
หลวงปู่จันทร์ท่านเป็นพระธุดงค์ชาวเขมร
เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ คนสมัยก่อนยุคหนึ่ง มีความเชื่อว่าสามารถ
ทำพิธีกรรมต่างๆ ถลุงโลหะที่มีราคาถูกด้วยสูตรต่างๆ ให้เกิดเป็นทองคำ
เท่าที่ทราบยังไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ ด้วยการที่ถลุงแร่ด้วยเตาสูบ
และรอบรู้ถึงคุณสมบัติพิเศษ ของแร่ต่างๆ
ท่านทราบว่าแถบนั้นมีสายแร่บางไผ่ท่านจึงตามค้นหาด้วยณานของท่าน
จึงได้ทำพิธีบวงสวง ขอแร่จากอารักษ์ผู้คุ้มกันแร่บางไผ่ แล้วพายเรือตามสายแร่ไปจนพบ
ที่คลองบางคูลัด นนทบุรี จากนั้นนำใส่ตุ่มมังกร เรียงไว้ข้างกุฎิ
ทำการสตุ คือเลี้ยงให้เป็น(ปลุกวิญญญาณธาตุ)โดยการเติมน้ำมันปลาและสารต่างๆตามสูตร
เมื่อใช้ได้แล้วก็นำมาถลุง ในเบ้าใช้เตาสูบแบบที่ใช้เผาเหล็กตีดาบในหนังบางระจัน
เตาสูบก็คือมีกระบอกไม้ไผ่สองอัน เจาะรู เดินท่อไม้รวกส่งลมเข้าไปเป่าให้ถ่านในเตาแดงตลอด
เพราะหลอมเหล็กต้องใช้อุณหภูมิสูงถึง ประมาณ 1400 องศา เชลเชียส
(สิบสี่เท่าของการทำต้มยำ)

การแช่น้ำมันเพื่อใช้ทาตัว หวังผลทางด้านคงกระพัน