พระวัดปากน้ำ

        ในเรื่องเพชรพระอุมานั้น เป็นพระเครื่องหนึ่งในสามที่รพินทร์ ไพรวัลย์ ได้มอบให้กับแม่ดอกฟ้าดาริน และในภาคสองดารินได้นำติดตัวไปด้วย

ประวัติพระของขวัญ วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระของขวัญวัดปากน้ำ เป็นพระผงองค์เล็กๆ ที่หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนีได้สร้างขึ้น มีทั้งหมด ๓ รุ่น ด้วยกัน คือ รุ่น ๑ รุ่น ๒ และรุ่น ๓ พระของขวัญแต่ละรุ่นที่ท่านสร้างขึ้นนี้ ท่านมิได้ปลุกเสกด้วยคาถาใดๆ เหมือนคณาจารย์อื่นๆ แต่ท่านกระทำให้สำเร็จขึ้นมาด้วยวิธีสมาธิภาวนา ตามหลักวิชาธรรมกายของท่าน พระของขวัญที่หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนีได้สร้างขึ้นนี้ จึงคงความศักดิ์สิทธิ์ มีคุณานุภาพเป็นที่ประจักษ์แก่ชนโดยทั่วไป การที่หลวงพ่อท่านได้สร้างพระของขวัญชิ้นนี้ ก็เพื่อจะมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้ที่มาทำบุญเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ดังนั้น ท่านจึงได้พิมพ์พระของขวัญขึ้นมา ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้นเอง ท่านให้ชื่อพระที่พิมพ์ขึ้นนนี้ว่า "พระของขวัญ" เพราะเหตุที่ต้องการจะมอบให้เป็นของขวัญแก่ประชาชนดังกล่าวแล้ว พระของขวัญที่หลวงพ่อสร้างขึ้นนี้ทั้งหมด ๓ รุ่น คือ รุ่น ๑ รุ่น ๒ รุ่น ๓ แต่ละรุ่นมีจำนวนรุ่นละ ๘๔,๐๐๐ องค์ (แปดหมื่นสี่พัน) ซึ่งเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ คือพระ ๑ องค์ หมายถึง ๑ พระธรรมขันธ์ พระที่สร้างขึ้น ๘๔,๐๐๐ องค์ จึงหมายถึง ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์
พระของขวัญทุกองค์ที่หลวงพ่อท่านแจกนั้น จะต้องห่อด้วยกระดาษ ซึ่งบรรจุคำอธิบายการใช้ ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านที่รับพระไปจะได้อ่านคำอธิบายแล้วทำตามก็จะเกิดผลแก่ผู้รับนั้น หลวงพ่อท่านอธิบายแก่ผู้รับพระของขวัญ ให้ผู้รับนำไปปฏิบัติตาม โดยให้พิจารณาองค์พระของขวัญ จนสามารถหลับตาเห็นแล้วนำเอาภาพที่เห็นติดตานั้น ไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" อย่างนี้หลายๆ ครั้ง จนจิตใจสงบอยู่กับพระนั้นหากสามารถขยายส่วนให้โตขึ้นหรือย่อส่วนให้เล็กลงได้ตามใจปรารถนา ก็จะมีผลดีเลิศยิ่ง

ประวัติผู้สร้าง


หลวงพ่อวัดปากน้ำหรือ พระมงคลเทพมุนี (สด) ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ ของครอบครัว ได้อุบัติขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรื โยมบิดาของท่านชื่อเงิน ส่วนโยมมารดาชื่อสุดใจ นามสกุลมีแก้วน้อย เมื่อครั้งเยาว์วัยได้ศึกษาอักขรสมัยที่อยู่วัดสองพี่น้องและวัดบางปลา
ครั้นเติบโตเริ่มเห็นความเป็นไปในชีวิตว่า "...บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกันเราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ไปทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า..." ท่านเล่าว่า ได้อธิษฐานทางจิตตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี ต่อหน้าพระพุทธรูปที่กราบไหว้ว่า "...ขอเราอย่าได้ตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปตลอดชีวิต..." ฉะนั้น เมื่อมีโอกาสอุปสมบทจึงได้บวชเป็นสมณะในเดือนกรกฏาคม ๒๔๔๙ ณ พระอุโบสถวัดสองพี่น้อง โดยมีพระอาจารย์ดี วัดประตูศาลเป็นพระอุปฌาย์ พระอธิการเหนี่ยงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงโหน่งเมื่อครั้งอยู่วัดสองพี่น้องเป็นพระอนุสาวราจารย์

ภายหลังอุปสมบท หลวงพ่อได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานหลายสำนัก แต่ในที่สุดได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวของท่านเอง และจากผลการปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงได้นำพระธรรมกายมาอบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ที่สำนักวัดปากน้ำ ต่อมามีผู้สนใจปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจำนวนมาก ถ้าผู้ใดปฏิบัติและได้ดวงตาเป็นธรรมด้วยปัญญาของตนเอง ท่านก็จะบอกว่าได้ธรรมกาย ซึ่งเป็นคำใหม่ในสมัยนั้นแต่มีความหมายลีกซึ้ง

หลวงพ่อวัดปากน้ำถือว่า การปฏิบัติธรรมด้านวิปัสนากัมมัฏฐานเป็นงานสำคัญ ฉนั้นในทางคันถธุระ ท่านจึงได้มอบหมายให้ศิษย์ที่เป็นพระเปรียญช่วยดำเนินการแทน อนึ่ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำลงพระอุโบสถ หรือสวดมนต์ท่านจะอธิษฐานจิตของท่านเสมอว่า "...บรรพชิตที่ยังไม่มา ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข..."

ที่มา : บทความนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือของ คุณ สามารถ คงสัตย์