ข้อความอ้างอิงสถานที่และทิศทางจากหนังสือ
ภาค 1 ตอนดงมรณะ

           เรื่องต่อจากตอนไพรมหากาฬ เมื่อเจอบึงจระเข้แล้ว รพินทร์ยังพาคณะเดินทางเลาะตีนเขา ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ค่ำนี้นอนกันที่ดงกล้วยใกล้ๆ ต้นกระบากใหญ่ซึ่งมีรากโผล่พ้น พื้นดินในหุบหมาหอน

           รุ่งเช้าวันต่อมา วันที่ 19 ของการเดินทาง รพินทร์ยังนำไต่หุบขึ้นเชิงดอยนางขึ้นไป ราวๆ เที่ยงรพินทร์บอกทุกคนในคณะว่า ตอนนี้อยู่ตรงที่ราบที่อยู่ระหว่าง “ร่องอก” ของเต้าถันสองข้างที่มองเห็นจากยอดเขาอีกลูกหนึ่งเมื่อเช้าวานนี้ที่เป็นรูปนางนอน ณ ตำแหน่งนี้จะเห็นภาพของทุ่งโล่งและดงทึบสลับกันอยู่เบื้องล่าง นั่นคือ ป่าหวาย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือระยะทางประมาณ 2 ชั่วโมง  สามารถมองเห็นได้จากบริเวณที่พักเที่ยงอยู่ ตกบ่ายจัดหลังจากปะทะกับโขลงไอ้แหว่งก็ถึงที่พักที่ ป่าหวาย

           วันที่ 21 ของการเดินทางย้ายตำแหน่งที่ตั้งแค้มป์จากป่าหวายไปตั้งแค้มป์บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ห่างไป 5 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงเหนือของป่าหวาย ตั้งเป็น ปราการถาวรในการล่าเจ้าแหว่ง บริเวณที่พักเป็นยอดเนินเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ภูมิประเทศสลับซับซ้อนไปด้วยแก่งโขดหิน และหนทางเข้าออกอันแคบจำกัดเหมาะอย่างยิ่งสำหรับจะใช้เป็นปราการถาวร เพื่อตั้งรับการโจมตี ของช้างโขลงได้อย่างปลอดภัยเพราะต้องไต่เนินชันขึ้นมา และจะเข้ามาได้ทีละตัวจากประตูด่านด้าน เดียวเท่านั้น ไม่สามารถยกพลบุกเข้ามาพร้อมกันมากๆ ในซอกเขานี้ได้ มีแอ่งน้ำพุเล็กๆ อยู่แอ่งหนึ่ง มีน้ำซึมตลอดปี

           หลังจากออกสำรวจรอยพบว่าไอ้แหว่งมุมหน้าไปเขานาง

           การติดตามไอ้แหว่งเริ่มขึ้น ในวันที่ 22 ของการเดินทาง โดยช่วงบ่ายของการออกติดตามในวันที่ 6 รพินทร์กับพวกรวม 6 คนกลับมา เพราะรอยไอ้แหว่งย้อนกลับมาที่แค้มป์

           เช้าวันที่ 28 ออกตามรอยอีก คราวนี้ดารินไปด้วยรวมออกไปตาม 7 คน โดยระบุว่า ระยะทางจากป่าหวายที่ตั้งแค้มป์ไปถึงเขานาง ใช้เวลาเดิน 5 – 6 ชั่วโมง และในบริเวณรอบด้านไม่มี ที่ใดมีโคลนนอกจากหุบหมาหอน

           เมื่อตามตัวและปะทะกับโขลงไอ้แหว่งแล้ว ไอ้แหว่งก็หลบเข้าหุบหมาหอนทาง ด่านลับ ซึ่งรพินทร์พยายามค้นหามานาน

           ด่านลับ ซ่อนตัวอยู่หลังน้ำตกใหญ่สูงประมาณ 15 เมตร ก่อนที่จะเทลงมาสู่แองซึ่งมีระดับน้ำตื้นเพียงเอว แล้วไหลลงเบื้องต่ำต่อไป สายน้ำไหลตกลงมาเป็นรูปโค้ง ราวกับฉากธาราบดบังหน้าผาชะง่อนอันเป็นแนวตัดได้ระดับ ปากถ้ำไม่กว้างใหญ่นัก ขนาดช้างสองตัวเดินคู่กันผ่านเข้าไปได้อย่างสบาย สายน้ำตกหนาทึบเป็นฉากบังแสงสว่างจากข้างนอกไว้ ระดับน้ำหลังม่านน้ำตกลึกประมาณแค่ คอ เป็นวังน้ำลึกเข้าไปอีกราว 20 หลาก็จะถึงผนังผา ปากถ้ำอยู่ในตำแหน่งใจกลางของหลังผากลางระดับของม่านน้ำตก มีก้อนหินสลับเป็น ขั้นบันไดให้ไต่ขึ้นไปถึงปากถ้าได้อย่างสบายแต่ลื่นมาก หนทางภายในถ้ำเต็มไปด้วยหุบเหวเสี่ยงอันตราย มีหลายคูหา หลายเวิ้ง ระยะทางรวมราวๆ 2 ชั่วโมง ปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง เป็นป่าทึบบริเวณตีนเนินเขาตอนหนึ่งสูงกว่าระดับป่าเบื้องล่างประมาณ 30 เมตร มีทางด่านแคบๆ ซ่อนเร้นวกเวียนขึ้นมาจากป่าล่าง ซึ่งถ้าอยู่เบื้องล่างแล้วจะไม่มีสายดาใจเฉลียวคิดได้เลยว่าตำแหน่งนี้มีปากถ้ำ ซ่อยอยู่เพราะหมู่ไม้ที่ขึ้นปิดบังไว้อย่างมิดชิด เมื่อมองไปทางซ้ายมือจะพบกับยอดเขาสูงลิบ ที่มีแต่ก้อนหินเป็นกำแพงชัน ตำแหน่งที่ปีนเขาตอนติดตามขบวนเกวียนที่ป่าหวาย

           เช้าวันที่ 31 ของการเดินทาง เป้าหมายต่อไปมุ่งหล่มช้างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือตลอด

           ช่วงเย็นของวันที่ 33 ของการเดินทาง ถึงบริเวณหมู่บ้านพุเตย ซึ่งกลายเป็นหมู่บ้านร้างเพราะโรคระบาด

           เช้าวันที่ 34 มุ่งตะวันตกเฉียงเหนืออ้อมเขาอีโก้

           สายๆ ของวันที่ 35 ตัดเขาอีโก้แล้วมุ่งเหนือไป เขาจ้าว-หล่มช้าง หล่มช้างตั้งอยู่ระหว่างหุบตอนหนึ่งของเชิงเขาจ้าว มีหมู่บ้านอยู่ประมาณไม่เกิน 20 หลังคาเรือน เป็นกระเหรี่ยงดง ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก ทำไร่ข้าวโพดกับไร่กล้วย ระยะทางจากหนองน้ำแห้งถึงหล่มช้างประมาณ 2 อาทิตย์ จากพุเตยตัดเขาอีโก้แล้วมุ่งเหนือไปเขาจ้าว (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 : ดงมรณะ เล่ม2, เล่ม 3)

           เขาหัวแร้ง อยู่ตำแหน่งตะวันตกเฉียงเหนือของหล่มช้าง-เขาจ้าว

           หลังจากออกจากหล่มช้าง - จุดพักแรมคืนแรก ถ้ามุ่งเหนือตลอดจะพบแม่น้ำสาละวิน

           จากบริเวณปลายตีนเขาหัวแร้ง ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราวๆ 3-4 กิโลเมตร ตรงเหนือของลำห้วย เชิงเขา จะพบกับตำแน่งแค้มป์ของมาเรีย

           แค้มป์มาเรีย อยู่ใต้เพิ่งหินของบริเวณหน้าผาตอนหนึ่งในระหว่างพุ่มเตี้ยๆ เหนือโตรกที่ลงไปสู่ลำธาร บนเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง สลับไปด้วยก้อนหิน มองเห็นธารน้ำไหลคดเคี้ยว ลักษณะเกือบจะเหมือนน้ำตกน้อยๆ อยู่ยังโตรกเบื้องล่างด้านซ้ายไม่ห่างลงไปเท่าใดนัก

           หมู่บ้านของมนุษย์ผีดิบสางเขียว ซ่อนมิดชิดอยู่บนบริเวณยอดเขาสูงอันลี้ลับ ตอนหนึ่ง ทางตะวันออกเฉียงเหนือในระหว่างวงล้อมของขุนเขารอบด้าน โดยมีหุบเหวและหน้าผาชันเป็นคูเมือง โดยธรรมชาติ อยู่กันเป็นชมรมใหญ่ มีคนประมาณ 5-6 ร้อยคน มี อินคาคือหินทั้งแท่งสลักจากหน้าผา บริเวณหน้าลานของหมู่บ้าน ศีรษะเป็นเสือ กายเป็นคน อยู่ในท่านั่ง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก การข้ามคูเมืองต้องผ่านทางสะพานลอยกลางเวหาซึ่งทอดข้างระหว่างช่องเขาขาดที่เบื้องล่างเป็นเหว ลิบลิ้วลึกไปเห็นแต่ยอดไม้เขียวมืด ตัวสะพานลอยเชื่อมข้ามเหวประกอบด้วยลำไม้ไผ่ซึ่งนำมาผูกด้วย เถาวัลย์ในลักษณะเหมือนลูกระนาดหรือแพลูกบวบเรียงกันเป็นตับถี่ ส่วนกว้างประมาณเมตรเศษมีสายโยง ด้านบนและด้านล่างเป็นหวายขนาดใหญ่ขึงตรึ่งไว้ปลายทั้งสองด้านยึดติดอยู่กับลำต้นไม้ใหญ่ที่ยืนอยู่ ริมผาทั้งสองฝั่ง ความยาวไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ถ้ามุ่งไปชมรมสางเขียว จะต้องมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ราวๆ 10-12 ช.ม. (ดงมรณะ เล่ม 4)

### -- จบตอนดงมรณะ ภาค 1 -- ###

รวบรวมโดย  ~ เ จ้ า ถุ ง ~